kings of convenience - peace or love [new album release]

597.png

‘Peace or Love’ อัลบั้มใหม่ในรอบ 12 ปีจาก Kings of Convenience ประกอบไปด้วย 11 บทเพลงอันอบอุ่นนุ่มนวล คุ้มค่าแก่การรอคอย

koc by emi.jpg

ในครั้งนี้คู่หูสองศิลปิน ‘เอริค แกลมเบ็ค โบ’ (Eirik Glambek Bøe) และ ‘เออร์เลนด์ โอยด์’ (Erlend Øye) กลับมาพร้อมกับอัลบั้มใหม่อย่าง Peace or Love สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ของพวกเขา ที่ได้ออกวางจำหน่ายในวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมากับทาง EMI โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้เปิดตัวซิงเกิลแรกในชื่อ “Rocky Trail” ที่ Øye ได้พูดถึงว่าเป็น “การแต่งสไตล์คลาสสิกอันเชี่ยวชาญของ Eirik ที่ไม่สนคอรัสหรือโครงสร้างอะไรทั้งนั้น มันเลยฟังดูเหมือนเพลงป๊อป แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยรู้จัก” เรียกได้ว่าแฟนๆ ทั่วโลกจะได้สมการรอคอยของจริง เพราะตั้งแต่ทั้งคู่ปล่อยอัลบั้ม Declaration of Dependence ในปี 2009 นั้น ก็ได้ห่างหายไปยาวนานถึง 12 ปีเลยทีเดียว 

ก่อนจะพูดถึงอัลบั้มล่าสุดเราไปย้อนดูผลงานของพวกเขากันดีกว่า ต้องยอมรับว่าเพลงของ Kings of Convenience มีกลิ่นอายของดนตรีที่ฟังสบายและเมโลดี้ที่ฟังง่ายออกมาจากผลงานในทุกๆ อัลบั้มในแบบที่แตกต่างกันไป เริ่มจาก Quiet Is the New Loud ในปี 2001 ที่มีกลิ่นอายของความอบอุ่นนุ่มนวลทั้งอัลบั้ม พวกเขาใส่รายละเอียดที่ทำให้รู้สึกถึงความใกล้ชิด โดยสื่อสารกับคนฟังผ่านการใส่เสียงพูด เสียงขยับตัว เหมือนว่าเรากำลังเปิดฟังการบันทึกดนตรีสดของใครซักคนอยู่ อย่างในเพลง “The Girl From Back Then” ที่จะมีเสียงพูดเสียงเคลื่อนไหวในช่วงแรก รวมกับการเลือกใช้ดนตรีแบบ acoustic folk ที่เบาบาง ไหลๆ ไปเรื่อยๆ แบ่งจังหวะกีตาร์ เปียโน กลอง เครื่องสายมาแจมบ้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเสียงประสานเบาๆ ของทั้งคู่ ทำให้ Quiet Is the New Loud เหมือนพาทุกคนไปรู้จักดนตรีแบบ easy listening ได้เป็นอย่างดี


มาถึงอัลบั้มที่ 2 อย่าง Riot on an Empty Street (2004) กับ 12 แทร็คที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับการปลอบประโลม ในอัลบั้มนี้พวกเขาได้รับคำวิจารณ์มากมายว่าพวกเขาเหมือนเป็นผู้ริเริ่มแนวเพลงให้เกิด 'The New Acoustic Movement' ด้วยดนตรีที่เสียงเบาแต่ละเอียด ฟังง่ายแต่หนักแน่น และมีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้น อัลบั้มนี้เปิดตัวด้วยเพลง “Homesick” ที่บ่งบอกคาแรคเตอร์ของอัลบั้มนี้ได้เป็นอย่างดี เนื้อหาเพลงเหมือนพาผู้ฟังเดินทางไปกับพวกเขาด้วย และถึงแม้เพลงส่วนใหญ่จะให้อารมณ์ที่พาให้เรารู้สึกคิดถึง หรือรู้สึกเหงาเป็นบางที แต่ส่วนมากก็เจือการปลอบประโลมที่อบอุ่นในหัวใจไม่ต่างจากอัลบั้มแรกมากนัก และก็มีเพลงสนุก น่ารักๆ อย่าง “I'd Rather Dance With You” ที่เข้ามาสร้างสีสันให้อัลบั้มนี้มีมิติมากยิ่งขึ้น ด้วยความที่เพลงมีจังหวะสนุกสนาน แต่ก็ยังคงความสวยงามด้วยเครื่องสายที่เลือกเข้ามาอย่างพอดี จนทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Kings of Convenience เลยก็ว่าได้


เพลงใน Declaration of Dependence (2009)  เหมือนเผยให้เราเห็นถึงความตึงเครียดที่สามารถเจอได้ชีวิตประจำวัน แต่พอมาอยู่ในเพลงกลับรู้สึกผ่อนคลายตามสไตล์ของพวกเขา ด้วยเนื้อหาและดนตรีที่เหมือนเว้นที่ว่างให้เราคิด ว่าเราอยากจะเติมความรัก ชีวิต มิตรภาพ หรือการเมืองลงไปในเพลง เปิดอัลบั้มมาด้วยเพลง "24-25" ด้วยเสียงนุ่มนวลพร้อมความหมายที่ช่วยให้เรารู้สึกถึงพลังและการปล่อยวางในเวลาเดียวกัน ส่วนเพลงที่ให้อารมณ์สนุกสนาน หลายคนอาจจะเดาว่าจะต้องเริ่มมาการใช้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้นเพื่อเข้ามาช่วยแน่ๆ แต่ไม่ พวกเขาใช้ความเรียบง่ายของเพลงเต้นรำ และเท็กซ์เจอร์ของเพลงแดนซ์เข้ามาผสมผสานในรูปแบบอะคูสติก-ป๊อป ที่พวกเขาเลือกใส่ในเพลง "Mrs. Cold" ถ่ายทอดความรักแบบหวานอมขมกลืน รวมกับเสียงปรบมือที่ใส่มาอย่างลงตัว ทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ทะเลเหมือนภาพหน้าปกอัลบั้มจริงๆ จนมาเจอเพลง "Boat Behind" เพลงที่จังหวะคึกคักที่สุดในอัลบั้มนี้ ถึงแม้จะมีเครื่องสายมาเบรคความชิลล์ของกีตาร์ แต่ก็ยังคงความอะคูสติกอยู่ ต้องยอมรับจริงๆว่า ‘ภาพ’ ที่เกิดขึ้นระหว่างฟังในแต่ละอัลบั้มของ Kings of Convenience นั้นมีคาแรคเตอร์ตัวต้นของพวกเขาที่ชัดเจนมาก 


หากย้อนดูระยะห่างของแต่ละอัลบั้ม แฟนๆ ของ Kings of Convenience ก็คงจะเห็นได้ว่าในแต่ละอัลบั้มทั้งคู่ได้ใช้เวลาในการทำค่อนข้างนานพอสมควร จากการทิ้งห่างไปอัลบั้มละ 4-5 ปี แต่ในอัลบั้ม Peace or Love นี้ ใช้เวลาบันทึกเสียงกว่า 5 ปีใน 5 ประเทศ สำเร็จเสร็จออกมาเป็น 11 บทเพลง พร้อมปล่อยในรอบ 12 ปี อัลบั้มนี้ถือเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวชีวิต ความรัก ความอบอุ่นที่ตกตะกอนมาในฉบับของพวกเขาได้อย่างดีเลยทีเดียว สำหรับเพลงแรกอย่าง “Rocky Trail” เป็นบทเพลงนุ่มๆ ฟังสบาย มาครบทุกเอกลักษณ์โดดเด่นที่พวกเขามีทั้งในการแต่งเพลงและการถ่ายทอดอารมณ์ในแบบฉบับที่เราคิดถึง ท่วงทำนองจากกีตาร์อะคูสติกนุ่มนวล การตีคอร์ดกระชับชวนให้เราขยับตัวได้เบาๆ เป็นการบาลานซ์ระหว่างความผ่อนคลายและความสดชื่น เสริมมาด้วยเสียงไวโอลินชวนฝันและเสียงร้องประสานที่คุ้นเคยของทั้งคู่ทำเรารอคอยอัลบั้มตัวเต็มด้วยความใจจดใจจ่อ นอกจากนี้พวกเขายังมีแผนจัด European Tour ที่จะเริ่มต้นจากอังกฤษในเดือนกันยายนปีนี้ ไปสิ้นสุดที่เยอรมนีถึงกลางปี 2022 โน่นเลย ก็ร่วมช่วยเป็นกำลังใจให้สถานการณ์ Covid-19 ในแต่ละประเทศดีขึ้น เพื่อให้ทัวร์นี้ได้เป็นไปตามแผนที่พวกเขาตั้งใจมอบความสุขให้กับแฟนๆ ได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง


SharedImage-118511.png
SharedImage-118514.png
 

THE LATEST

Previous
Previous

BENNY SINGS X PHUM VIPHURIT| INTERVIEW VIDEO

Next
Next

King Gizzard & The Lizard Wizard - Butterfly 3000 [NEW ALBUM RELEASE]